

บทความ
ROI คืออะไร? รู้จักตัวชี้วัดผลตอบแทนจากการลงทุน
ROI คือ ตัวชี้วัดผลตอบแทนจากการลงทุนที่ใช้ประเมินความคุ้มค่า พร้อมเรียนรู้สูตรคำนวณ วิธีวิเคราะห์ และตัวอย่างการคำนวณ ROI สำหรับธุรกิจ
ROI คือ หนึ่งในตัวชี้วัดที่ธุรกิจสามารถใช้ประเมินว่าเงินที่ลงทุนไปแต่ละครั้งสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงการ เทคโนโลยี การตลาด หรือสินทรัพย์ต่าง ๆ ค่า ROI ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ จึงเหมาะสำหรับใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพ เปรียบเทียบทางเลือก และประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ
บทความนี้จะพาไปรู้จักความสำคัญของ ROI คืออะไร, วิธีคำนวณ ROI คิดอย่างไร, ควรวิเคราะห์ค่า ROI แบบไหน พร้อมตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้นที่เข้าใจง่าย
Key Takeaways
- ROI (Return on Investment) คือ ตัวชี้วัดผลตอบแทนจากการลงทุนที่ช่วยประเมินความคุ้มค่า โดยแสดงให้เห็นว่าเงินที่ลงทุนไปสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มากน้อยเพียงใด และช่วยให้ธุรกิจวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การวิเคราะห์ ROI ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ระยะเวลาการลงทุน ต้นทุน ความเสี่ยง และเป้าหมายของธุรกิจ เพื่อให้ประเมินความคุ้มค่าได้อย่างรอบด้าน
- ROI ใช้ประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนด้านเทคโนโลยีได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดการหลังบ้าน ระบบอัตโนมัติ หรือระบบรับชำระเงินออนไลน์ โดยพิจารณาทั้งผลตอบแทนที่ได้รับและต้นทุนที่ลดลง
- ระบบรับชำระเงินออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่ม ROI ให้ธุรกิจได้ ทั้งการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ผ่านการลดโอกาสสูญเสียยอดขาย การรองรับชำระผ่านบัตรเครดิตและผ่อนชำระ ตลอดจนการลดต้นทุนและภาระงานหลังบ้าน
สารบัญบทความ
- ROI คืออะไร
- ROI สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร
- ROI มีวิธีคำนวณอย่างไร
- วิธีวิเคราะห์ค่า ROI มีอะไรบ้าง
- วิธีเพิ่ม ROI ให้ธุรกิจทำได้อย่างไร
- ข้อจำกัดของ ROI ที่ควรรู้
- คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
- ROI คือตัวช่วยวางแผนการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ
ROI คืออะไร

ROI ย่อมาจาก Return on Investment คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าการลงทุนในโครงการ สินทรัพย์ หรือกิจกรรมหนึ่ง ๆ สามารถสร้างกำไรหรือขาดทุนได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ใช้ไป โดยทั่วไป ROI คือสิ่งที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความคุ้มค่าของการลงทุนและสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ROI สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร
ROI คือตัวชี้วัดที่ช่วยให้ธุรกิจประเมินความคุ้มค่าของเงินลงทุนและมองเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานได้ชัดเจนขึ้น โดยประโยชน์สำคัญของการวัด ROI คือดังนี้
- ช่วยประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน ธุรกิจสามารถใช้ ROI เพื่อประเมินว่าการลงทุนในโครงการ สินทรัพย์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ สร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุนทั้งหมด
- ช่วยวางแผนการใช้เงินลงทุน สามารถนำค่า ROI มาใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของโครงการที่ใช้เงินลงทุนต่างกันได้ในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ ทำให้เห็นภาพเบื้องต้นว่าทางเลือกใดให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า
- ช่วยวางแผนการจัดสรรงบประมาณ ธุรกิจสามารถนำข้อมูล ROI มาใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณไปยังโครงการหรือกิจกรรมที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนและสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ
- ช่วยติดตามประสิทธิภาพของโครงการ การวัด ROI อย่างต่อเนื่องช่วยให้ธุรกิจเห็นว่าโครงการเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ พร้อมพิจารณาว่าควรลงทุนต่อ ปรับกลยุทธ์ หรือทบทวนงบประมาณ
- ช่วยประเมินการลงทุนด้านเทคโนโลยี ROI สามารถนำมาใช้ประเมินการลงทุนในระบบหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ระบบจัดการภายใน ระบบอัตโนมัติ หรือระบบรับชำระเงินออนไลน์ ตัวอย่างเช่น หากร้านค้าเพิ่มช่องทางรับชําระผ่านบัตรเครดิตออนไลน์ ระบบผ่อนชำระออนไลน์ อาจช่วยให้ลูกค้าชำระเงินได้สะดวกขึ้นและเพิ่มโอกาสในการขาย โดยธุรกิจสามารถประเมินผลลัพธ์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ลดลง หรือประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น
ROI มีวิธีคำนวณอย่างไร

การคำนวณ ROI ทำได้โดยนำผลตอบแทนสุทธิหารด้วยต้นทุนการลงทุน แล้วคูณด้วย 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อประเมินว่าการลงทุนให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเพียงใด โดยมีสูตรคำนวณ ROI ดังนี้
- กำหนดต้นทุนการลงทุน ระบุจำนวนเงินที่ใช้ลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าติดตั้ง ค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินงาน หรือค่าบำรุงรักษา
- กำหนดมูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับ คำนวณรายได้ ผลประโยชน์ หรือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในช่วงเวลาที่ต้องการวัดผล
- คำนวณผลตอบแทนสุทธิ นำมูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนมาหักด้วยต้นทุนการลงทุนทั้งหมด
- คำนวณค่า ROI ได้โดยนำผลตอบแทนสุทธิหารด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น แล้วคูณด้วย 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยสูตร ROI ดังนี้
ROI (%) = (ผลตอบแทนสุทธิ ÷ เงินลงทุนเริ่มต้น) × 100
โดยที่ ผลตอบแทนสุทธิ = มูลค่าที่ได้รับจากการลงทุน – ต้นทุนการลงทุน
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจลงทุนในโครงการหนึ่งเป็นเงิน 100,000 บาท และได้รับมูลค่ากลับมารวม 120,000 บาท จะมีผลตอบแทนสุทธิ 20,000 บาท
- ROI = (20,000 ÷ 100,000) × 100
- ROI = 20%
ซึ่งหมายความว่าโครงการนี้สร้างผลตอบแทนสุทธิคิดเป็น 20% ของต้นทุนการลงทุน
วิธีวิเคราะห์ค่า ROI มีอะไรบ้าง

การวิเคราะห์ค่า ROI ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นผลตอบแทนและความคุ้มค่าของการลงทุนในเบื้องต้น โดยสามารถอ่านค่าได้ ดังนี้
- ROI เป็นบวก หมายถึงมูลค่าที่ได้รับจากการลงทุนสูงกว่าต้นทุน จึงเกิดกำไรจากการลงทุน อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาด้วยว่าผลตอบแทนดังกล่าวสอดคล้องกับระยะเวลาและระดับความเสี่ยงหรือไม่
- ROI เท่ากับ 0% หมายถึงมูลค่าที่ได้รับเท่ากับต้นทุนการลงทุนจึงไม่มีทั้งกำไรและขาดทุนจากการลงทุนในเชิงตัวเลข ในขณะเดียวกันธุรกิจยังควรพิจารณาต้นทุนค่าเสียโอกาสและผลประโยชน์ด้านอื่นเพิ่มเติม
- ROI ติดลบ หมายถึงมูลค่าที่ได้รับน้อยกว่าต้นทุน ทำให้เกิดการขาดทุนจากการลงทุน ดังนั้นธุรกิจควรตรวจสอบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น รายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ต้นทุนสูงเกินประมาณการ หรือกระบวนการดำเนินงานยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทั้งนี้ ธุรกิจควรประเมินความเหมาะสมของการลงทุนเพื่อวางแผนปรับกลยุทธ์ต่อไป
- ROI สูงหรือต่ำ ค่า ROI สูงแสดงว่าการลงทุนสร้างผลตอบแทนได้มากเมื่อเทียบกับต้นทุน ส่วน ROI ต่ำแสดงว่าผลตอบแทนที่ได้รับมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่า ROI สูงย่อมดีกว่าเสมอ เนื่องจากการลงทุนอาจมีระยะเวลา ความเสี่ยง และสภาพคล่องแตกต่างกัน การพิจารณา ROI จึงควรเปรียบเทียบกับการลงทุนที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
วิธีเพิ่ม ROI ให้ธุรกิจทำได้อย่างไร
ROI จะสูงขึ้นได้จากสองทาง คือเพิ่มผลตอบแทน หรือลดต้นทุน ซึ่งระบบรับชำระเงินมีส่วนช่วยได้ทั้งสองด้าน ดังนี้
- ลดยอดขายที่หลุดหายตอนชำระเงิน ลูกค้าบางส่วนเลือกสินค้าแล้วแต่ไม่จ่ายเงิน เพราะขั้นตอนยุ่งยาก ไม่มีช่องทางที่ตัวเองใช้ หรือทำรายการไม่สำเร็จ การทำให้ขั้นตอนชำระเงินสั้นและลื่นไหล ช่วยเปลี่ยนคนที่ตั้งใจซื้อให้เป็นยอดขายจริงได้มากขึ้น
- เพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ การเปิดให้ผ่อนชำระช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าราคาสูงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้รายได้ต่อคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น
- กระตุ้นการซื้อซ้ำ ลูกค้าที่ชำระเงินได้สะดวกมีแนวโน้มกลับมาซื้ออีก โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการตัดเงินรายเดือนหรือสมาชิก ซึ่งต้นทุนการรักษาลูกค้าเดิมมักต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่
- ลดต้นทุนงานหลังบ้าน ใช้ระบบที่สรุปรายการและกระทบยอดรับเงินอัตโนมัติ แทนการตรวจสอบด้วยมือ ช่วยลดเวลาทำงานและความผิดพลาด
- ลดความเสียหายจากธุรกรรมทุจริต ระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้บัตรโดยไม่ได้รับอนุญาต และการปฏิเสธการชำระเงินย้อนหลัง (Chargeback) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่กระทบ ROI โดยตรง
ข้อจำกัดของ ROI ที่ควรรู้
แม้ ROI จะเป็นตัวชี้วัดที่คำนวณง่ายและช่วยให้เห็นความคุ้มค่าในภาพรวม แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณา
- ไม่ได้สะท้อนระยะเวลาการลงทุนโดยตรง เช่น ROI 20% ภายใน 1 ปี ย่อมมีบริบทต่างจาก ROI 20% ภายใน 5 ปี
- ไม่ได้รวมความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ การลงทุนที่มี ROI สูงอาจมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงกว่า
- ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่นำมาคำนวณ หากรวมค่าใช้จ่ายไม่ครบ ค่า ROI อาจสูงกว่าความเป็นจริง
- ไม่ได้สะท้อนกระแสเงินสดในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะโครงการที่มีรายรับและรายจ่ายเกิดขึ้นหลายรอบ
- อาจไม่ครอบคลุมผลประโยชน์ที่วัดเป็นตัวเงินได้ยาก เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ หรือประสิทธิภาพการทำงานของทีม
โดย ROI แบบพื้นฐานไม่ได้คำนึงถึงเวลา อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงทั้งหมด ธุรกิจจึงควรใช้ร่วมกับข้อมูลหรือเครื่องมือวิเคราะห์อื่นตามความเหมาะสม เช่น ระยะเวลาคืนทุน NPV หรือ IRR
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
ROI ที่ดีควรมีกี่เปอร์เซ็นต์?
ROI ที่ดีไม่มีเปอร์เซ็นต์ตายตัว เนื่องจากขึ้นอยู่กับประเภทการลงทุน ระยะเวลา ความเสี่ยง ต้นทุนเงินทุน และเป้าหมายของธุรกิจ ธุรกิจควรเปรียบเทียบ ROI กับเป้าหมายที่กำหนดไว้ ผลลัพธ์ในอดีต มาตรฐานของธุรกิจประเภทเดียวกัน และผลตอบแทนจากทางเลือกอื่นที่มีระดับความเสี่ยงใกล้เคียงกัน เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างเหมาะสม
ROI กับ ROE ต่างกันอย่างไร?
ความต่างของ ROI กับ ROE คือตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินผลตอบแทนทางการเงินเหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน โดย ROI ใช้วัดผลตอบแทนจากการลงทุน ขณะที่ ROE ใช้วัดความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรจากส่วนของผู้ถือหุ้น
ใช้วัดผลตอบแทนจากการตลาดได้หรือไม่?
สามารถใช้ได้ โดยธุรกิจอาจเปรียบเทียบกำไรหรือมูลค่าที่เกิดจากแคมเปญกับต้นทุนที่ใช้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าจะนับผลตอบแทนและต้นทุนรายการใดบ้าง รวมถึงใช้ช่วงเวลาใดในการวัดผล เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างเหมาะส
ROI คือตัวช่วยวางแผนการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ
ธุรกิจสามารถนำ ROI มาใช้ติดตามประสิทธิภาพ เปรียบเทียบทางเลือก และประกอบการจัดสรรงบประมาณได้ แต่ไม่ควรพิจารณาจากค่า ROI เพียงอย่างเดียว ควรคำนึงถึงระยะเวลา ความเสี่ยง กระแสเงินสด ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง และเป้าหมายของธุรกิจร่วมด้วย เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบด้านมากขึ้น
ทั้งนี้ การลงทุนใน Payment Gateway หรือระบบรับชำระเงินออนไลน์ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนในระยะสั้น แต่ควรมองถึงความคุ้มค่าในระยะยาวด้วย ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงปริมาณธุรกรรม รูปแบบการดำเนินธุรกิจ และความต้องการด้านการชำระเงินของลูกค้า เพื่อเลือกระบบที่เหมาะสมและรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการรับชำระเงินออนไลน์ KGP พร้อมแนะนำโซลูชันการรับชำระเงินที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละธุรกิจ
KGP, Payment. Make It Smooth.
ข่าวสารและกิจกรรมอื่น ๆ
ติดตาม KGP ผ่านโซเชียลมีเดีย