E-Commerce คืออะไร เหมาะกับธุรกิจออนไลน์แบบไหน?E-Commerce คืออะไร เหมาะกับธุรกิจออนไลน์แบบไหน?
บทความ

E-Commerce คืออะไร เหมาะกับธุรกิจออนไลน์แบบไหน?

24 มี.ค. 69

E-Commerce Website คืออีกหนึ่งช่องทางทำเงินที่เจ้าของธุรกิจสามารถขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ได้ ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายได้มากยิ่งขึ้น

E-Commerce ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายของออนไลน์ แต่ E-Commerce คือการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตที่ทำให้การค้าไร้พรมแดน ธุรกิจขนาดเล็กก็สามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ หรือแม้แต่ต่างประเทศได้เพียงปลายนิ้ว จากร้านเล็ก ๆ ในชุมชน สู่ตลาดระดับโลก ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ผ่านหน้าจอเดียว 

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า E-Commerce คืออะไร ธุรกิจ E-Commerce มีกี่ประเภทและทำอย่างไรให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างยอดขายอย่างยั่งยืน


Key Takeaways

  • อีคอมเมิร์ซ คือ การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต 
  • ตลาดอีคอมเมิร์ซที่โดดเด่นและสร้างรายได้มากที่สุดคือการซื้อขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C)
  • E-Commerce Business ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มประเภท Social Commerce อย่าง Facebook, TikTok และ LINE 

สารบัญบทความ


E-Commerce คืออะไร?

อีคอมเมิร์ซ คือ

E-Commerce หรืออีคอมเมิร์ซ คือ การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต โดยตลาดอีคอมเมิร์ซที่โดดเด่นและสร้างรายได้มากที่สุดคือการซื้อขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) การซื้อขายออนไลน์ระหว่างสองธุรกิจเรียกว่า B2B ในขณะที่การทำธุรกรรมออนไลน์ระหว่างผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคทั่วไปเรียกว่า B2C 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบผู้บริโภคสู่ผู้บริโภค (C2C) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีแพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง eBay, Etsy และ Taobao เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ นอกจากนี้ พัฒนาการล่าสุดของอีคอมเมิร์ซทั่วโลกยังผลักดันให้ตลาดมุ่งเน้นไปที่ช่องทางบนอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น ปัจจุบัน นอกเหนือจากแพลตฟอร์มออนไลน์บนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพาแล้ว ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจออนไลน์จำนวนมากยังจำหน่ายสินค้าผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ด้วย


E-Commerce มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

E-Commerce-มีอะไรบ้าง

แม้ว่าจุดประสงค์ของการทำเว็บไซต์ E-Commerce นั้นเพื่อสร้างยอดขายให้กับธุรกิจเหมือนกัน แต่ก่อนเริ่มทำระบบ E-Commerce ก็จำเป็นต้องเข้าใจถึงประเภทธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้วยเหมือนกัน แล้ว E-Commerce มีอะไรบ้าง? 

  • B2C (Business to Consumer) รูปแบบที่พบได้บ่อยในตลาด E-Commerce หรือการตลาดออนไลน์ซึ่งบริษัทหรือร้านค้าจัดจำหน่ายสินค้า หรือบริการให้แก่ผู้ใช้งานปลายทาง เช่น การสั่งซื้อสินค้าแฟชั่นจากเว็บไซต์ E-Commerce หรือแอปพลิเคชันออนไลน์
  • B2B (Business to Business) ธุรกิจ E-Commerce ที่ซื้อขายระหว่างองค์กรธุรกิจด้วยกัน เช่น โรงงานที่จำหน่ายวัตถุดิบให้แก่ผู้ผลิต การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ หรือบริการที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ 
  • C2B (Consumer to Business) กรณีที่ผู้บริโภคเสนอสินค้า บริการให้กับกลุ่มธุรกิจ หรือการประมูลสินค้าบนเว็บไซต์
  • C2C (Consumer to Consumer) การซื้อขายที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเองผ่านตลาดกลาง เช่น การขายสินค้ามือสองผ่านเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์ม Marketplace เป็นต้น 
  • B2G (Business to Government) การซื้อขายที่ภาคเอกชนจัดหาสินค้าหรือให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐ เช่น บริษัทเทคโนโลยีที่รับจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศให้กับรัฐบาล 
  • C2G (Consumer to Government) รูปแบบนี้พบได้ในบริการที่ประชาชนต้องมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐ เช่น การชำระภาษีผ่านระบบออนไลน์ หรือการขอรับสิทธิประโยชน์ทางสังคม 
  • G2B (Government to Business) คือบริการอีคอมเมิร์ซหรือข้อมูลที่ภาครัฐมอบให้แก่ภาคธุรกิจเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน เช่น การให้บริการยื่นคำขอใบอนุญาตหรือการจดทะเบียนกิจการผ่านระบบดิจิทัล 
  • G2C (Government to Consumer) เป็นบริการที่รัฐจัดให้กับประชาชนโดยตรง เช่น การทำใบขับขี่ออนไลน์ หรือการยื่นคำร้องต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ 

E-Commerce เหมาะกับสินค้าอะไรบ้าง

E-Commerce หมายถึง

E-Commerce เป็นการขายสินค้าออนไลน์ที่ประยุกต์ใช้ได้กับหลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าหรือบริการ เพียงแต่ต้องไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมาย และไม่ขัดต่อเงื่อนไขในการจัดส่ง อาจระบุเป็นภาพรวมได้ 3 กลุ่มประเภท ดังนี้ 

  • กลุ่มสินค้าจับต้องไม่ได้ สินค้าในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ซอฟต์แวร์ หรือระบบ CRM 
  • กลุ่มสินค้าจับต้องได้ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง เสื้อผ้า เป็นต้น 
  • กลุ่มสินค้าบริการ เช่น บริการจองโรงแรมที่พัก ตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น 

การทำ E-Commerce มีข้อดีอย่างไร

ข้อดีของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

การทำ E-Commerce ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างประสบการณ์ซื้อขายที่สะดวกสบายมากกว่าเดิม โดยมีข้อดีหลัก ๆ ดังนี้ 

  • เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก E-Commerce คือการเปิดโอกาสให้ธุรกิจเสนอบริการซื้อขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัดพื้นที่ ทำให้ขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
  • ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายหลายส่วน สร้างโอกาสในการทำยอดขายได้ตลอด 24 ชม. 
  • สื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง อีกข้อดีของ E-Commerce คือช่วยให้เจ้าของธุรกิจตอบคำถาม รับฟังความคิดเห็น และดูแลหลังการขายได้รวดเร็ว 
  • มีข้อมูลช่วยวางแผนการตลาด เก็บข้อมูลพฤติกรรมการซื้อเพื่อนำไปวิเคราะห์และวางกลยุทธ์การตลาดได้แม่นยำ 
  • ปรับตัวได้รวดเร็วตามตลาด สามารถเปลี่ยนราคา จัดโปรโมชัน หรือเพิ่มสินค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ดีขึ้นและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไว 

การทำ E-Commerce มีข้อจำกัดหรือไม่

ระบบ E-Commerce

แม้ว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ คือโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ เพราะช่วยขยายตลาดและลดต้นทุนได้หลายด้าน แต่การทำธุรกิจออนไลน์ในไทยก็ยังมีข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ดังนี้ 

  • การปรับแต่งร้านค้าอาจมีข้อจำกัด บางแพลตฟอร์มอาจไม่สามารถปรับดีไซน์ หรือฟังก์ชันต่าง ๆ ได้อย่างอิสระตามที่ธุรกิจต้องการ
  • ลูกค้าอาจลังเลก่อนตัดสินใจซื้อ การช้อปปิงออนไลน์ทำให้ผู้ซื้อไม่สามารถทดลองหรือสัมผัสสินค้าจริงก่อนชำระเงิน โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องลอง เช่น เสื้อผ้า หรือเครื่องสำอาง อาจทำให้ตัดสินใจช้าลง 
  • ปัญหาทางเทคนิคที่ควบคุมไม่ได้ การขายออนไลน์อาจเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น เว็บไซต์ล่ม ระบบชำระเงินขัดข้อง อาจทำให้เสียโอกาสในการขาย
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การทำธุรกรรมออนไลน์มีความเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกง เช่น สลิปปลอม หรือการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะเมื่อขาดมาตรการรักษาความปลอดภัยในการปกป้องข้อมูลที่เพียงพอ

รู้หรือไม่? การใช้ NDID คือ การยืนยันตัวตนทางออนไลน์ที่ปลอดภัยและเสริมความมั่นใจในการทำธุรกรรมได้ในปัจจุบัน


E-Commerce มีช่องทางไหนบ้าง

E-Commerce website คือ

การทำ E-Commerce ไม่ได้จำกัดว่าต้องขายผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งเท่านั้น บนแพลตฟอร์มออนไลน์ก็สามารถเริ่มต้นและดำเนินธุรกิจได้ ปัจจุบันแพลตฟอร์มที่นิยมมีอยู่ 3 รูปแบบหลัก ดังนี้

1. เว็บไซต์ E-Commerce

การมี E-Commerce Website คือการสร้างหน้าร้านออนไลน์ของตัวเอง ลูกค้าสามารถเลือกสินค้า ใส่ตะกร้า และชำระเงินได้ทันที โดยอาจพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นใหม่ หรือใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูป เช่น Magento, Shopify, Squarespace และ Weebly

  • ข้อดี: น่าเชื่อถือ สร้างแบรนด์ได้เต็มที่ และเก็บข้อมูลลูกค้าได้โดยตรง
  • ข้อจำกัด: ต้องดูแลระบบและความปลอดภัย รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและบำรุงรักษาเว็บไซต์

2. ร้านบน Marketplace

การเปิดร้านบนแพลตฟอร์มใหญ Marketplace ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเริ่มขายเร็ว หรืออยากทดสอบตลาดก่อนลงทุนทำเว็บไซต์เอง

  • ข้อดี: มีระบบชำระเงินครบวงจร เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า และช่วยปิดการขายได้เร็ว
  • ข้อจำกัด: การแข่งขันสูง มีค่าธรรมเนียม และมีข้อจำกัดในการสร้างแบรนด์

3. Social Commerce

Social Commerce หรือ Digital Commerce คือการขายผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, LINE และ TikTok โดยมักใช้คอนเทนต์ รีวิว หรือไลฟ์สดเพื่อกระตุ้นความสนใจและยอดขาย

  • ข้อดี: สื่อสารกับลูกค้าได้ใกล้ชิด ใช้งบเริ่มต้นไม่สูง
  • ข้อจำกัด: ความน่าเชื่อถืออาจน้อยกว่าเว็บไซต์ และต้องทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาการมองเห็นและยอดขาย 

วิธีการโปรโมตสินค้า E-Commerce ให้เป็นที่รู้จัก และเพิ่มยอดขาย

ธุรกิจ e-commerce

ปัจจุบันการทำ E-Commerce มีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ดังนั้น การวางกลยุทธ์โปรโมตสินค้าอย่างถูกวิธีจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะ 3 วิธีหลักต่อไปนี้

  • ทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็ว โดยควรโพสต์อย่างสม่ำเสมอและสร้าง Engagement ต่อเนื่อง เพราะอัลกอริทึมให้ความสำคัญกับบัญชีที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา
  • ทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับ หากมีเว็บไซต์ E-Commerce ควรปรับโครงสร้างและวางคีย์เวิร์ดให้เหมาะสม เพื่อให้ติดอันดับบน Google และดึงลูกค้าเข้าเว็บไซต์ได้แบบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาต่อคลิกในระยะยาว
  • ใช้โฆษณาออนไลน์เร่งยอดขาย การยิงแอดช่วยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทันที เหมาะกับช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่หรือโปรโมชันที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว โดยควรวางเป้าหมายให้ชัด เช่น เพิ่มยอดขาย/เพิ่มคนทัก/เพิ่มยอดเข้าชม เพื่อใช้งบให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)

E-Commerce เจ้าดังในไทยมีอะไรบ้าง

แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในไทย ส่วนใหญ่เป็น Marketplace อย่าง Shopee และ Lazada ซึ่งมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และระบบครบวงจร รองลงมาคือ Social Commerce ผ่าน Facebook และ TikTok ที่ใช้คอนเทนต์และไลฟ์สดช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี

E-Commerce กับ E-business ต่างกันอย่างไร

E-Commerce เน้นการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านออนไลน์เป็นหลัก ส่วน E-Business ครอบคลุมการดำเนินงานธุรกิจทั้งหมดในรูปแบบดิจิทัล เช่น งานขาย การตลาด การจัดการสต็อก และระบบหลังบ้าน โดย E-Commerce เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ E-Business


E-Commerce โอกาสเพิ่มยอดขายที่ง่ายเพียงปลายนิ้ว

การทำธุรกิจ E-Commerce คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของผู้ประกอบการ เพราะช่วยให้ธุรกิจเพิ่มยอดขายได้ง่ายขึ้น พร้อมลดต้นทุนหน้าร้านและขยายการเข้าถึงลูกค้าได้กว้างกว่าเดิม โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกทำ Marketplace, Social Commerce หรือสร้างเว็บไซต์ E-Commerce ของแบรนด์ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ และวางรากฐานแบรนด์ในระยะยาว 

สำหรับการปิดการขายให้รวดเร็ว KGP มีบริการรับชำระเงินออนไลน์ผ่าน Meta Pay ช่วยให้ลูกค้าชำระเงินได้สะดวกและรวดเร็วผ่านบัตรเครดิต เพียงช้อปและแชตบน Facebook ก็สามารถปิดการขายใน Messenger ได้ ช่วยให้ธุรกิจไม่พลาดทุกโอกาสในการสร้างยอดขาย

KGP, Payment. Make It Smooth.

FB : kgpthailand

LinkedIn : Kasikorn Global Payment

www.kasikornglobalpayment.com


อ้างอิง

1. Alda M. (n.d.). E-Commerce. statista https://www.statista.com/markets/413/E-Commerce/

ข่าวสารและกิจกรรมอื่น ๆ

ติดตาม KGP ผ่านโซเชียลมีเดีย